จากสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และมีการปิดกั้นเส้นทางขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ(Hormuz) ซึ่งเป็นจุดขนส่งสำคัญของโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ(LNG) คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 15-20% ของปริมาณการใช้ทั่วโลก ส่งผลทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยความขัดแย้งยังไม่มีทีท่าจะยุติในเวลาอันสั้น
ข้อมูลจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ได้ประเมินผลกระทบวิกฤตตะวันออกกลางต่อยางพาราไทยดังนี้ 1)ราคาน้ำมันสูงขึ้นส่งผลให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นยังส่งผลบวกต่อการใช้ยางพาราแทนยางสังเคราะห์ คาดตลาดโลกมีแนวโน้มใช้ยางธรรมชาติทดแทนยางสังเคราะห์มากขึ้น 2)ราคาปุ๋ยเคมีสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของเกษตรกรอย่างมีนัยสำคัญ และส่งผลทางอ้อมต่อโรงงานแปรรูป เนื่องจากเกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยลง อาจทำให้ผลผลิตในฤดูกาลถัดไปลดลงและเกิดภาวะวัตถุดิบตึงตัวได้ 3)อุปสงค์จากตะวันออกกลาง:ยางพารามีสัดส่วนการส่งออกไปตะวันออกกลางต่อการส่งออกทั้งหมดเพียง 3.2% จึงจะได้รับผลกระทบจากการหดตัวของอุปสงค์ในภูมิภาคนี้น้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ โดยอุปสงค์อาจจะหดตัวจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลงและจากปัญหาด้านการขนส่งที่อาจทำให้การขนส่งสินค้าไปภูมิภาคดังกล่าวทำได้ไม่เต็มที่ 4)ค่าระวางเรือและโลจิสติกส์ : ตลาดยิ่งไกลยิ่งส่งผลกระทบมาก โดยการโจมตีเรือขนส่งในพื้นที่สงครามทำให้สายเดินเรือต้องหลีกเลี่ยงเส้นทางเดิม และความไม่แน่นอนของเส้นทางเดินเรือมากขึ้น รวมทั้งต้องรับภาระค่าเบี้ยประกันภัยสงครามที่สูงขึ้น ซึ่งต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้จะถูกส่งผ่านไปยังค่าระวางเรือและต้นทุนโลจิสติกส์ของผู้นำเข้า 5)เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ย่อมส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคชะลอลง จะส่งผลเชิงลบต่อราคาสินค้าเกษตรที่มีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกสูงโดยเฉพาะสินค้าที่เป็นวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรม โดยยางพาราเป็นสินค้าเกษตรที่มีความอ่อนไหวต่อ GDP โลกสูง หากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวรุนแรงจนกระทบอุตสาหกรรมยานยนต์ อุปสงค์ยางธรรมชาติอาจลดลงอย่างรวดเร็ว
ผู้ประกอบการยางควรติดตามภาวะเศรษฐกิจโลกและอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินความเสี่ยงและมีแผนในการรับมือกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก
นายวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล
นายกสมาคมยางพาราไทย