|
รายงานสถานการณ์ยางธรรมชาติ ประจำเดือนพฤษภาคม 2569
เศรษฐกิจโลก
เศรษฐกิจโลกเดือนพฤษภาคม 2569 ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งการเติบโตส่วนหนึ่งเกิดจากลูกค้าเร่งสั่งซื้อเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านราคาและห่วงโซ่อุปทาน โดยเป็นการขยายตัวที่มีแรงกดดันจากพลังงาน เงินเฟ้อและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์สูง สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐนั้นยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย ด้วยภาคการผลิตฟื้นชัด แต่แรงกดดันเงินเฟ้อและตลาดแรงงานที่เริ่มชะลอ ซึ่งทำให้ Fed ต้องระมัดระวังเรื่องดอกเบี้ย ส่วนเศรษฐกิจจีนยังขยายตัว แต่เริ่มเห็นสัญญาณการชะลอจากภาคการผลิตและอุปสงค์ในประเทศ เศรษฐกิจไทยเดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ในภาวะขยายตัวต่ำและไม่ทั่วถึง โดยแรงหนุนหลักยังมาจากการส่งออกและการลงทุนบางส่วน แต่การบริโภคในประเทศและความเชื่อมั่นภาคธุรกิจยังอ่อนแอ ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 เติบโตเพียง 1.5% ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปคาดอยู่ที่ 2.9% และเงินเฟ้อพื้นฐาน 1.6% สะท้อนภาวะเศรษฐกิจที่โตช้าแต่ต้นทุนสูงขึ้น สรุปเศรษฐกิจโลกโดยรวมมองว่ายังขยายตัว แต่เป็นการขยายตัวแบบ “เปราะบางและมีต้นทุนสูง” จากแรงกดดันราคาพลังงาน ความตึงเครียดตะวันออกกลาง ต้นทุนขนส่ง และความไม่แน่นอนด้านการค้า ขณะที่ภาคการผลิตโลกยังดีขึ้นจากการเร่งสั่งซื้อเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านราคาและห่วงโซ่อุปทาน แต่ภาคบริการและการบริโภคเริ่มชะลอในหลายประเทศ อย่างไรก็ตามยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมติดตามแนวโน้มทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งทางคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้กำหนดประชุมนโยบายการเงินครั้งถัดไปในวันพุธที่ 24 มิถุนายน 2569
สภาพอากาศ
สภาพอากาศในเดือนพฤษภาคม 2569 ของประเทศไทย เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ โดยกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเริ่มต้นฤดูฝนตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นมา ช่วงต้นเดือนจึงยังคงมีอากาศร้อนอบอ้าวสลับกับพายุฤดูร้อน และมีฝนตกชุกเพิ่มมากขึ้นในช่วงกลางถึงปลายเดือน มรสุมตะวันตกเฉียงใต้จะเริ่มพัดปกคลุมประเทศไทย และมักจะมีร่องมรสุมพาดผ่านบริเวณประเทศไทยตอนบนในบางวัน ส่วนภาคใต้ จะมีฝนตกชุกเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะฝั่งตะวันตก
ยางพารา
ในเดือนพฤษภาคม 2569 ตลาดยางพารายังคงอยู่ในทิศทางเชิงบวก โดยราคายางทรงตัวในระดับสูง จากอุปสงค์โลกที่ยังแข็งแกร่ง โดยเฉพาะความต้องการใช้ยางจากจีนและอุตสาหกรรมยางล้อ ขณะที่อุปทานยังไม่เข้าสู่ภาวะล้นตลาด เนื่องจากผลผลิตของไทยและประเทศผู้ผลิตหลักยังทยอยออกสู่ตลาดอย่างค่อยเป็นค่อยไป อีกทั้งยังได้รับผลกระทบจากฤดูกาลผลัดใบ ปัญหาสภาพอากาศ โรคใบร่วง และการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกในบางประเทศ สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ไทยยังมีโอกาสรักษาความสามารถในการส่งออก และช่วยสนับสนุนรายได้ของเกษตรกรชาวสวนยาง อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมปลายน้ำยังจำเป็นต้องบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนวัตถุดิบและอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงที่ราคายางมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับสูง ทั้งนี้ ยังต้องติดตามปัจจัยสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ ค่าเงินบาท ราคาน้ำมันดิบ สต็อกยางของจีน และความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ รวมถึงโรคใบร่วงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบยังมีความผันผวนสูงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่ง โดย Reuters รายงานเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ว่า ราคาน้ำมันดิบ Brent ปิดที่ 109.26 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และ WTI ปิดที่ 105.42 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สำหรับการส่งออกยางพาราของไทยในเดือนเมษายน 2569 มีปริมาณส่งออกอยู่ที่ 378,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 23,500 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าการส่งออกยางพาราไทยยังอยู่ในระดับที่มีนัยสำคัญ และได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการในตลาดต่างประเทศที่ยังคงแข็งแรง
ราคาน้ำมันดิบ WTI & Brent
หลังการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีความคืบหน้ามากขึ้น แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะยังคงมีประเด็นที่ต้องหารือเพิ่มเติม สต็อกน้ำมันดิบทั่วโลกยังคงปรับลดลงในอัตราที่รวดเร็วส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบยังคงผันผวนต่อเนื่อง สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงาน สหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยตัวเลข นํ้ามันดิบคงคลังสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 22 พ.ค. 69 ปรับลดลง 3.3 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 441.7 ล้านบาร์เรล
หมายเหตุ: ข้อมูลต่างๆ ที่ปรากฏ เป็นข้อมูลที่ได้จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย ซึ่งได้นำมารวบรวมและวิเคราะห์ประมวลผล ทั้งนี้ การเผยแพร่ข้อมูลเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลแก่ผู้สนใจเท่านั้น โดยสมาคมยางพาราไทย จะไม่รับผิดชอบในความเสียหายใดใดที่อาจเกิดขึ้นจากการที่มีบุคคลนำข้อมูลนี้ไปใช้ไม่ว่าโดยทางใด
|