สมาคมยางพาราไทย ได้ติดตามความคืบหน้าร่างกฎหมายเพื่อสนับสนุนการลดการทำลายป่าไม้และส่งเสริมการบริโคสินค้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า (Deforestation-Free Products) ของสหาพยุโรป (EU) ทราบว่ากฎหมายดังกล่าว จะเริ่มบังคับใช้กับบริษัทในสหาพยุโรป 27 ประเทศ ที่มีการใช้หรือนำเข้าสินค้าที่อาจเกี่ยวข้องกับการทำลายพื้นที่ป่าไม้ตามหลักฐานอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ ได้แก่ สินค้าประเท เนื้อวัว ไม้ น้ำมันปาล์ม ถั่วเหลือง กาแฟ โกโก้ รวมถึงผลิตัณฑ์แปรรูปบางประเท อาทิ เครื่องหนัง เฟอร์นิเจอร์ และชอกโกแลต โดยกฎหมายจะบังคับให้บริษัทที่มีการใช้หรือนำเข้าสินค้าเหล่านี้จะต้องสามารถระบุแหล่งที่มาของสินค้าได้อย่างชัดเจนและจะต้องเป็นการผลิตอย่างถูกต้องตามกฎหมายของประเทศนั้น ๆ ซึ่งสหาพยุโรปคาดว่าร่างกฎหมายนี้จะช่วยลดการตัดไม้ทำลายป่าและลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ปีละอย่างน้อย 31.9 ล้านเมตริกตัน
สถานะล่าสุดของร่างกฎหมาย Deforestation-Free Products ณ เดือนกรกฎาคม 2565 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของสหาพยุโรปได้มีมติร่วมกันเสนอให้ 1) มีการพิจารณาขยายขอบเขตสินค้าให้ครอบคลุมหมู แกะ แพะ สัตว์ปีก ข้าวโพด ยาง ถ่าน และผลิตัณฑ์กระดาษตีพิมพ์ 2) เพิ่มการเคารพสิทธิมนุษยชนและสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง และ 3) ให้คณะกรรมาธิการฯ ทบทวนกฎหมายายใน 2 ปี เพื่อพิจารณาการขยายขอบเขตของสินค้าให้ครอบคลุมอ้อย เอทานอล และผลิตัณฑ์จากเหมืองแร่ และทบทวนกฎหมายายใน 1 ปี เพื่อพิจารณาการขยายขอบเขตของกฎหมายให้ครอบคลุมระบบนิเวศอื่น เช่น ป่าหญ้า ป่าพรุ พื้นที่ชุ่มน้ำ โดยรัฐสายุโรปเต็มคณะมีกำหนดลงมติในเดือนกันยายน 2565 เพื่อเป็นท่าทีในการหารือกับคณะมนตรีฯ และคณะกรรมาธิการฯ ก่อนสรุปเป็นระเบียบเพื่อใช้บังคับต่อไป ตามแนวทางคาดว่ามีผลบังคับใช้ายในปี 2566 มีระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน 1-2 ปี อย่างไรก็ตาม สาระสำคัญจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติของสหาพยุโรป เนื่องจากยังมีความกังวลต่อเกษตรกรรายย่อยและต้นทุนต่อการทำ Due Diligence อีกทั้งกฎหมายมีกลไกการทบทวนให้สามารถเพิ่มเติมสินค้าอื่นๆ ในายหลังได้
คณะกรรมการสมาคมยางพาราไทย ได้พิจารณาและมีความเห็นดังนี้ 1) เห็นด้วยกับร่างกฎหมาย Deforestation-Free Products ของสหาพยุโรป เพื่อป้องกันการบุกรุกทำลายป่าไม้ อันเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนตาม SDG ของ UN และ BCG Model และ 2. ขอคัดค้านการรวมยางพาราในร่างกฎหมาย Deforestation-Free Products ของสหาพยุโรป เนื่องจากกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับ หรือ Due Diligence จะมีผลกระทบต่อเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อย ในด้านค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น และกระบวนการทำ Due Diligence กับเกษตรกรชาวสวนยาง 2 ล้านรายในประเทศไทยต้องใช้เวลานานและยากในการปฏิบัติ เพราะต้องมีกลไกและเครื่องมือ จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีและเงินทุนที่มากมายจากรัฐบาล และประเทศไทยตอนนี้ก็มีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจจากาวะโควิดและ Geo Politics หากรัฐสายุโรปรวมเอาผลิตัณฑ์จากยางพาราเข้าไปในกฎหมายดังกล่าว จะมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อพี่น้องชาวสวนยางกลุ่มดังกล่าวที่ไม่สามารถขายยางได้ และอาจมีผลทำให้เกิดกรณีกีดกันทางการค้า ซึ่งทำให้เกิดปัญหาราคายางตกต่ำในาพรวม
สมาคมยางพาราไทยจะติดตามความคืบหน้าของร่างกฎหมาย Deforestation-Free Products ของสหาพยุโรป หรือกฎหมายสหาพยุโรปด้านสิ่งแวดล้อม การค้า และกฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อแจ้งสมาชิกสมาคมฯ และผู้เกี่ยวข้องทุกาคส่วน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกฎหมายซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกยางพาราไทยและผลิตัณฑ์ยางไปยังสหาพยุโรป และเป็นการยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของไทย แบบองค์รวม (Holistic Approach) เพื่อความยั่งยืนทั้งทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมต่อไปในอนาคต
นายไชยยศ สินเจริญกุล
นายกสมาคมยางพาราไทย