าพรวมเศรษฐกิจโลกในปี 2564 คาดว่าอยู่ในาวะถดถอย โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก(GDP) จะหดตัวในอัตราร้อยละ 4.4 และจะฟื้นตัวในปี 2565 ในอัตราร้อยละ 5.2 จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน และการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(COVID-19) ระลอกสอง อย่างไรก็ตามมีปัจจัยบวกจากแนวโน้มความสำเร็จในการผลิตวัคซีนโควิด-19 ซึ่งคาดว่าจะได้รับการอนุมัติให้ใช้ได้ในวงกว้างในช่วงไตรมาสแรกปี 2564 ซึ่งจะทำให้สถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(COVID-19) ทั่วโลกคลี่คลายลง นอกจากนี้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยทำให้าพรวมเศรษฐกิจโลกสดใสขึ้น โดยคาดว่าในปี2564 การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนจะมีสัดส่วนราว 1 ใน 3 ของการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้ผู้ประกอบการต้องติดตามข่าวสารสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเตรียมแผนสำรองไว้ในการรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ หากมีการระบาดอีกครั้ง เพื่อลดผลกระทบและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อไป
สถานการณ์ยางพาราปี 2564 คาดว่ามีแนวโน้มชะลอตัวในทิศทางเดียวกับการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจากปัจจัยด้านสาวะเศรษฐกิจที่ได้กล่าวมาข้างต้นกอปรกับอัตราแลกเปลี่ยนและราคาน้ำมันตลาดโลกมีความผันผวน โดยสมาคมผู้ผลิตยางธรรมชาติ(ANRPC) คาดการณ์ว่าผลผลิตยางธรรมชาติโลกจะลดลง 6.8 % ในปี 2563 จากสถานการณ์ราคายางตกต่ำ สาพอากาศผันผวน และปัญหาการระบาดของโรคใบร่วงจากเชื้อราในประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ส่วนความต้องการใช้ยางธรรมชาติโลกคาดว่าจะลดลง 7.3 % ในปี 2563 และจะปรับเพิ่มขึ้น 8-10 % ในปี 2564 The Economist Intelligence Unit คาดการณ์ว่าผลผลิตยางธรรมชาติโลกจะลดลง 4.6 % ในปี 2563 และจะปรับเพิ่มขึ้น 5.6 % ในปี 2564 ส่วนความต้องการใช้ยางธรรมชาติโลกคาดว่าจะลดลง 9.5 % ในปี 2563 และจะปรับเพิ่มขึ้น 5.6 % ในปี 2564
อย่างไรก็ตาม สมาคมยางพาราไทย มีความเห็นเชิงบวกว่ายางพารายังคงมีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มขึ้นของความต้องการใช้ถุงมือยางทั่วโลกจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(COVID-19) โดยกองทุนบัวหลวงคาดว่าความต้องการถุงมือยางโลกจะเติบโต 25 % ในปี 2563 และคาดว่าจะเติบโต 20 % ในปี 2564 เนื่องจากสถานการณ์โรคระบาดครั้งนี้สร้างความเปลี่ยนแปลงต่อโครงสร้างระยะยาวของความต้องการใช้ถุงมือยาง นอกจากนี้มีความร่วมมืออันเข้มแข็งของกลุ่มประเทศสมาชิกสาไตราคียางระหว่างประเทศ (ITRC) ซึ่งประกอบด้วยประเทศไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ในการออกมาตรการสำคัญต่าง ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์แต่ละช่วงเวลา และาครัฐไทยได้ออกมาตรการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยางและผู้ประกอบการยางจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(COVID-19) ได้แก่ 1) โครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางระยะที่ 2 2) โครงการพัฒนาศักยาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียราพราคายางและโครงการสร้างมูลัณฑ์กันชนรักษาเสถียราพราคายาง 3)โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการไม้ยางและผลิตัณฑ์วงเงินสินเชื่อ 20,000 ล้านบาท 4)โครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตัณฑ์ยางวงเงินสินเชื่อ 25,000 ล้านบาท และ 5) เพิ่มกิจกรรมช่วยเหลือผู้ประกอบกิจการยาง(ยางแห้ง) ในสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(COVID-19)
โดยสรุป สมาคมฯ คาดหวังความร่วมมืออันเข้มแข็งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งาครัฐ เอกชน เกษตรกร รวมทั้งประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ตลอดจนประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติอื่นๆ ในูมิาคอาเซียน เพื่อกำหนดแนวทางและมาตรการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อรักษาเสถียราพราคายางและความยั่งยืนของยางธรรมชาติตลอดไป
ในโอกาสศุวาระดิถีขึ้นปีใหม่ 2564 ผมขอส่งความปรารถนาดี และขออำนวยพรให้ท่านและครอบครัว จงประสบแต่ความสุข ความสำเร็จ และความเจริญในสิ่งอันพึงปรารถนาทุกประการ
นายไชยยศ สินเจริญกุล
นายกสมาคมยางพาราไทย