สถานการณ์ยางพาราปี 2561 คาดว่ามีแนวโน้มดีขึ้นในทิศทางเดียวกับการเติบโตของเศรษฐกิจโลกกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกจะเติบโตที่ 3.7 เปอร์เซ็นต์ในปี 2561เพิ่มขึ้นจาก 3.6 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ โดยมีปัจจัยหลักจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะขยายตัว 2.3 เปอร์เซ็นต์ในปีหน้า จาก 2.2 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ จะส่งผลดีต่อาคการส่งออกไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ อินเดียซึ่งมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่จะเติบโตเร็วที่สุดในเอเชีย จะขยายตัว 7.4 เปอร์เซ็นต์ในปีหน้า จาก 6.7 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ ส่วนบราซิลซึ่งเป็นตลาดยางพาราขนาดใหญ่ จะขยายตัว 1.5 เปอร์เซ็นต์ในปีหน้า จาก 0.7 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ ขณะที่จีนจะขยายตัวในอัตราถดถอยที่ 6.5 เปอร์เซ็นต์ในปีหน้า จาก 6.8 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ เนื่องจากจีนเผชิญความเสี่ยงหนี้สินายในประเทศสูง รวมทั้งการลดกำลังการผลิตส่วนเกิน ส่วนญี่ปุ่นจะขยายตัวเพียง 0.7 เปอร์เซ็นต์ในปีหน้า จาก 1.5 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้
นอกเหนือจากปัจจัยด้านสาวะเศรษฐกิจที่ได้กล่าวมาข้างต้น ยังมีปัจจัยด้านผลผลิตและความต้องการใช้ของยางธรรมชาติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคายางพารา โดย The Rubber Economist คาดการณ์ว่าการผลิตยางธรรมชาติของโลกจะเพิ่มขึ้นในอัตรา 3.7 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ในช่วงปี 2560-2562 สู่ระดับ 13.9 ล้านตันในปี 2562 การใช้ยางธรรมชาติจะเพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ย 3 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ในช่วงปี 2560-2562 สู่ระดับ 13.75 ล้านตันในปลายปี 2562 ทางด้าน The Economist Intelligence Unit คาดการณ์ว่าการผลิตยางธรรมชาติของโลกจะยังคงขยายตัว 2 เปอร์เซ็นต์ในปี 2561-2562 ถึงแม้จะมีปรากฏการณ์ลานินญา ซึ่งก่อให้เกิดฝนตกชุกในูมิาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และาวะแห้งแล้งในูมิาคลาตินอเมริกา การใช้ยางธรรมชาติจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.3 เปอร์เซ็นต์ในปี 2561-2562 จากการซื้อรถยนต์มากขึ้นในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่และการเติบโตของเศรษฐกิจโลก
With best water resistance, uk cheap fake watches are worth having!
Both men and women are worth the UK Swiss made omega replica watches with cheapest prices and high quality.
สมาคมยางพาราไทยยังคงมีความเห็นเชิงบวกว่า ยางพารามีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจดี และมีความร่วมมืออันเข้มแข็งของประเทศสมาชิกสาไตราคียางระหว่างประเทศ (ITRC) ซึ่งประกอบด้วยประเทศไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย โดยมีมาตรการสำคัญ ได้แก่ มาตรการควบคุมการผลิต(SMS) มาตรการจำกัดการส่งออก(AETS) มาตรการเพิ่มการใช้ยางในประเทศ(DPSC) การจัดตั้งตลาดกลางยางพาราระดับูมิาค(RRM) และโครงการแข่งขันเพื่อชิงรางวัลนักประดิษฐ์นวัตกรรมยาง นอกจากนี้ าครัฐไทยได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ยางพารา 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) เพื่อแก้ไขปัญหาในระดับโครงสร้าง เพื่อวางรากฐานให้อุตสาหกรรมยางพาราไทยเติบโตอย่างยั่งยืน ายใต้วิสัยทัศน์ "ประเทศผู้ผลิตยางคุณาพดี เกษตรกรมีรายได้มั่นคง" และมีมาตรการในการแก้ไขปัญหาราคายางคือ 1) โครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตผลิตัณฑ์ยางวงเงิน 15,000 ล้านบาท(เพิ่มเติม) 2) โครงการสนับสนุนสินเชื่อสถาบันเกษตรกรเพื่อแปรรูปยางพารา วงเงิน 5,000 ล้านบาท 3) โครงการสนับสนุนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยางพารา วงเงิน 10,000 ล้านบาท 4) โครงการสนับสนุนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง(ยางแห้ง) วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท โดยชดเชยดอกเบี้ยไม่เกิน 3% ต่อปี 5) โครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานของรัฐ 6) โครงการควบคุมปริมาณผลผลิตช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2560 และ 7) การจัดตั้งกองทุนรักษาเสถียราพราคายางพารา
โดยสรุป สมาคมฯ คาดหวังความร่วมมืออันเข้มแข็งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งาครัฐ เอกชน เกษตรกร รวมทั้งประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย รวมทั้งประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติอื่นๆ ในูมิาคอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเวียดนาม ในการกำหนดแนวทางและมาตรการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อรักษาเสถียราพราคายางอย่างยั่งยืนตลอดไป
ในโอกาสศุวาระดิถีขึ้นปีใหม่ 2561 ผมขอส่งความปรารถนาดี และขออำนวยพรให้ท่านและครอบครัว จงประสบแต่ความสุข ความสำเร็จ และความเจริญในสิ่งอันพึงปรารถนาทุกประการ